![]() |
||||
BLISS TRIP AIR TRAVEL ยินดีให้บริการค่ะ
|
||||
|---|---|---|---|---|
เนปาล
กาฐมาณฑุ-บักตาปูรณ์-ยอดเขาเอเวอเรส-ปาทาน-ช้อปปิ้งย่านทาเมล
3 คืน 4 วัน โดย Royal Nepal Airlines(RA)
ขอนำท่านเดินทางสู่ประเทศเนปาล สัมผัสกับวัฒนธรรมประเพณี ชมทัศนียภาพที่งดงามของ เทือกเขาหิมาลัย ที่ได้ชื่อว่าหลังคาโลก พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารเลิศรส สนุกสนานกับทีมงานมัคคุเทศก์ที่คอยดูแล เอาใจใส่ท่านตลอดการเดินทางนำเที่ยวโดยทีมงานที่ชำนาญพื้นที่โดยเฉพาะ
กำหนดวันเดินทาง : ออกเดินทางได้ทุกวัน
11.30 น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถว W เคาน์เตอร์ 6-8 ประตูทางเข้าที่ 10 โดยสายการบินรอเยลเนปาล แอร์ลาย เจ้าหน้าที่ตอนรับและอำนวยความสะดวกแก่ท่าน
13.50 น. ออกเดินทางสู่เมืองกาฐมาณฑุ เที่ยวบินที่ RA 402 ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง (รับประทานอาหารกลางวันบนเครื่อง)
16.00 น. ถึงสนามบินตรีภูวัน ประเทศเนปาล(เวลาท้องถิ่นของเนปาล ช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 15 นาที กรุณาปรับนาฬิกาของท่านให้เข้ากับเวลาท้องถิ่นเนปาล เพื่อสะดวกต่อการนัดหมาย) หลังจากผ่านคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางสู่ “สวยมภูนารถ”เพื่อขึ้นไปนมัสการ เจดีย์สยมภูนารท (Swayambhunath) หรือ “วัดลิง” ที่มีอายุกว่า 2,500 ปี เล่ากันว่าสถานที่บรรจุพระสารีริกธาตุของพระโมคคลา และพระสารีบุตร สถานที่แห่งนี้มีการผสานระหว่าง 2 ศาสนาได้อย่างลงตัว ศาสนา 1 คือพุทธศาสนาแบบตันติหรือตัวตระ สืบสายมาจากทิเบต และอีกศาสนาหนึ่งคือ ฮินดู สำหรับผู้ถือ พระปิจัสวารี ผู้รักษาและอำนวยพรให้ดับคนป่วยไข้ ทุกเช้าของวันอาทิตย์และวันอังคารชาวบ้านจะนำไก่หรือแพะมาบวงสรวง(สังเวย)
เช้าตรู่ **รายการพิเศษ***นำท่านนั่งเครื่องบินเที่ยวพิเศษชมและถ่ายรูปในมุมพิเศษของเทือกเขาหิมาลัยและ“ยอดเขาเอเวอร์เรส”(Mount Everest) ความสูง 8,848 เมตรจากระดับน้ำทะเล (29,028 ฟุต) เป็นจุดสูงสุดของโลก ในมุมมองที่พิเศษที่สุดกว่าที่ไหน ๆ ในเนปาล ***ท่านที่ต้องการนั่งเครื่องบินให้แจ้งกับหัวหน้าทัวร์ล่วงหน้า*** หมายเหตุ รายการนี้ไม่รวมในค่าบริการทัวร์สำหรับนั่งเครื่องบินท่านละ 130 เหริยญสหรัฐ โดยเริ่มเวลา 06.00 น. – 07.00 น. (เวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศ)
07.00 น. บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
เช้า เดินทางสู่ตัวเมืองเก่า ชมพระราชวังแห่งเมืองกาฐมัณฑุ เริ่มจากตัวเมืองท้องสนามหลวง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าของประเทศไทยเรา เนื่องจากตัวพื้นที่มีจำกัด ปัจจุบันสถานที่ที่แห่งนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไป นำสินค้าพวกของที่ระลึกมาวางขายให้กับนักท่องเที่ยว และบางครั้งก็จะใช้สำหรับเรียกประชุมชาวบ้าน อาทิ เมื่อมีการฉีดวัคซีนให้กับเด็ก ๆ เป็นต้น ถัดจากนั้น ชมบ้านเทพธิดา เตเลจู(เทพธิดาพรพรหมจรรย์) เด็กสาวตัวน้อยที่ถูกลิขิต ตามความเชื่อครั้งโบราณมาว่า นางคือภาคหนึ่งแห่งเทพธิดาเตเลจูที่มายังโลกมนุษย์ เพื่อเป็นผู้ปกปักรักษาพระเจ้าแผ่นดิน และประเทศเนปาล เด็กน้อยผู้นี้ต้องพำนักอยู่ในบ้านนี้ตลอด โดยไม่สามารถเยี่ยงกรายออกไปที่ไหนได้ จะมีเพียง 1 วันในหนึ่งปีคือช่วงเทศกาลอินทรจักรตรา ตราบจนถึงวาระแห่งความเป็นสาวเต็มตัวเด็กน้อยผู้นี้จึงจะพ้นจากตำแน่ง และจะมีการหาผู้อื่นมาสืบแทน ความเชื่อนี้สืบทอดมานานกว่าพันปี จากนั้นเราเดินทางต่อเพื่อชม “กาฐมณฑป” อาคารไม้หลังใหญ่ซึ่งเชื่อกันว่า สร้างมาจากต้นสาละเพียงต้นเดียว ตรงกลางจะประดิษฐานเทวรูปมาจูคเณช ซึ่งเล่ากันว่าทำด้วยทองคำ ชื่อแห่งเมืองกาฐมัณฑุมีความหมายว่า “บ้านหลังใหญ่” โดยนำมาจากชื่อสถานที่แห่งนี้ จากนั้นนำท่านเดินชมวิหารหลังใหญ่น้อยที่เรียงรายอยู่ตรงรอบเขตพระราชวัง มีวิหารที่น่าสนใจสองหลัง คือ วิหารพระศิวะ พระวิษณุ พระอิศวร วิหารศิวะและพระนางปรามาตี ยืนคู่กันตรงขอบหน้าดูแล้วให้นึกว่าเทพเจ้ามายืนดูเรา
อย่างนั้นแหละ และเดินเรื่อย ๆ ผ่านกลองหนังใบใหญ่ที่จะใช้ตียามเกิดเหตุการณ์สำคัญ อาทิ ปราบดาภิเษก เป็นต้น ผ่านหน้าบรรณใหญ่ซึ่งภายในมีภาพสลัก กาฬไภยราพ (องค์ขาว) เป็นหน้ากากสีทองลงสีสันต่าง ๆ ของช่วงลำคอและใบหน้าได้อย่างสวยงาม ถัดมาเป็นกาฬไภยรพ (องค์ดำ) เต็มองค์ที่ปลายเท้าจะเยียบยืนอยู่บนร่างมนุษย์ ชาวเนปาลเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม โดยหากผู้ใดได้เชื่อว่ากระทำผิดแต่ไม่รับสารภาพ จะนำคนนั้นมากล่าวต่อหน้ารูปสลัก หากผู้นั้นกล่าวเท็จจะถูกลงทัณฑ์จากเทพเจ้าจนถึงแกชีวิต จากนั้นชม “พระราชวังหนุมานโดก้า” เดิมใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่ปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะเปิดให้เข้าเฉพาะช่วงเช้าของทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นที่ปราบดาภิเษกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ด้านหน้าประตูทางเข้าจะมีรูปปูนปั้นในลักษณะท่านั่ง ใบหน้าปิดด้วยผ้าแดงซึ่งดูยากมากว่านี่หรือคือองค์หนุมาน ถัดไปไม่ไกลคือ วิหารเตเลจู ซึ่งเป็น
พระวิหารหลวงที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ปีละครั้งในช่วงประมาณเดือนตุลาคมซึ่งในการนี้จะมีการอันเชิญกุมารีออกมาจากที่พำนักและมีการแห่ไปรอบเมือง เพื่ออำนวยพรให้กับพระราชา พระราชินี เชื้อพระวงศ์และประชาชนชาวเนปาล ให้ประสบแต่ความสุขโดยถ้วนทั่วกัน ถัดจากตัวมหาวิหารจะมีวิหารเล็ก 2 หลัง คือ วิหารจานารถและมณฑปโกปินารถ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ประมาณเดือนตุลาคม 1,500 ปี วิหาร 2 หลังนี้มีสภาพค่อนข้างทรุดโทรม แต่ยังคงความสวยงามของภาพแกะสลักนูนต่ำ
บ่าย นำท่านเดินทางสู่ “เมืองปาทัน (Patan)” เมืองที่มีความงดงามจนได้สมญานามว่า”ลลิตปุร์” เมืองนี้ขึ้นชื่อทางด้านทองเหลือง และยังเป็นดินแดน 1 ใน 4 แห่งศิลปะอันวิจิตรของนครโบราณแห่งหุบเขากาฐมัณฑุ เมืองนี้มีวัดที่สำคัญอยู่ 3 แห่ง วัดแรก คือวัดคราบาฮ์(Kwa Bahal) หรือวิหารทองคำ-วิหารเงินเป็นวัดทางพุทธศาสนา หลังคามีการประดับอย่างสวยงามด้วยแผ่นทองคำติดเป็นทางยาวจากยอดหลังคาจรดพื้น บนแผ่นทองคำยังมีการแกะสลักลวดลายให้ดูงดงามแปลกตา แผ่นทองนี้เชื่อว่าทอดลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึง รองรับพระบาทองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสร็จกลับมายังโลกมนุษย์หลังจากโปรดพระมารดา อีกทั้งผู้ที่นับถือพุทธศาสนาและพำนักอยู่ในละแวกนี้จะไม่ฆ่าสัตว์ และยังนำมาปล่อยที่วัดนี้เป็นจำนวนมากมีทั้ง นก,เต่าและหนู ผู้ที่เข้าชมจะไม่อนุญาตให้นำสิ่งของที่ทำจากหนังสัตว์เข้าไปภายในวัดนี้ วัดที่ 2 คือเจดีย์มหาพุทธ (Maha Budha) ซึ่งเลียนแบบองค์เจดีย์พุทธคยาในเมืองพุทธคยา ณ ประเทศอินเดีย ตัวเจดีย์ประดับด้วยพระพุทธรูปปั้นรอบองค์กว่า 10,000 องค์ รอบองค์เจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องดินเผา สลักรูปพระพุทธเจ้าปางขัดสมาธินับพันชิ้นเรียงรายจนถึงยอดบน ด้านข้างจะมีวิหารองค์น้อยจำลองรูปสลัก ตอนประสูติของพระพุทธเจ้า จำลองมาจากเมืองลุมพินี ประเทศเนปาล ถ้ายังพอมีเวลาและยังไม่เหนื่อยเกินไป เชิญท่านชมวัดที่ 3 คือ วัดกุมบาซอร์(Kumbeswar) สร้างจากความเชื่อในศาสนาฮินดูพบในปี 1392 ถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองปาทันที่ยังคงความสมูรณ์และความสวยงามอย่างมาก รูปปูนปั้นเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ มีการตกแต่งลงสีอย่างงดงาม แบบอินเดีย จากนั้นให้ท่านได้แวะซื้อของที่ระลึกในหมู่บ้านหัตกรรม ซึ่งจะมีร้านค้าต่าง ๆ อาทิ ร้านจำหน่ายเครื่องประดับ ร้านจำหน่ายพรมของชาวทิเบตที่อพยพมาพำนักในเนปาล พรมที่นี่มีชื่อเสียงมากและเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ที่ดี นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายสินค้าจำพวกไม้และงานทองเหลือง ฯลฯ ที่นี่ราคาอาจไม่ถูกนักแต่คุณภาพดีและเป็นสถานที่ส่งเสริมงานจากกลุ่มแม่บ้าน
บ่าย นำท่านเดินทางสู่ เมืองนากาโก๊ด ซึ่งอยู่ห่างจากกาฐมัณฑุเพียง 45 นาที ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ซึ่งท่านจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงาม และแสนโรแมนติค ของเทือกเขาหิมาลัยตลอดแนวตั้งแต่ฝั่งตะวันออกจรดฝั่งตะวันตก ซึ่งมีแนวทิวเขายาวนับพันกิโลเมตร โดยในวันที่อากาศปลอดโปร่ง ท่านอาจจะได้เห็นภาพที่สวยงามของ เทือกเขาหิมาลัย ได้อย่างชัดเจน เดินลัดเลาะตามหมู่บ้าน สัมผัสกับวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน นำท่านเข้าสู่ที่พัก อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย

05.00 น. อรุณสวัสดิ์ยามเช้าอันสดชื่น รับแสงแรกแห่งดวงอาทิตย์ ในวันที่อากาศดีท่านจะได้ชมความงดงามที่สุดจะบรรยายเมื่อแสงสีทองดังเส้นไหมตัดเรียบระหว่างขอบฟ้ากับภูเขาสูงชัน เพียงไม่นานภูเขาทั้งลูกก็แปรเปลี่ยนเหมือนดังมีใครนำผ้าทองผืนใหญ่มาปกคลุมไว้เกือบทั้งแนวเขา และค่อย ๆ แปรเปลี่ยนทีละน้อยเป็นสีขาวสุกของหิมะที่ทับถมอยู่เป็นพัน ๆ ปี หากท่านมีโอกาสท่านอาจจะได้ชมยอดเขาเอเวอร์เรสแม้จะเพียงจุดเล็ก ๆ แต่ก็ภาคภูมิใจที่ได้มาชม **(ท่านจะสามารถเห็นยอดเขาเอเวอร์เรส และเทือกเขาหิมาลัยตลอดแนวได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละวัน)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านเดินทางกลับเข้าสู่เมือง กาฐมัณฑุ อีกครั้งหนึ่งระหว่างทางจะนำท่านชม “เมืองบักตาปูร์” นครหลวงแห่งที่ 2 ของประเทศ ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกับองค์กรสหประชาชาติ เมืองนี้มีความงามด้านไม้แกะสลัก งานไม้ที่ขึ้นชื่อคือรูปสลักหน้าต่างเป็นรูปนกยูง ซึ่งตัวนกแกะเป็นนูนสูง จากตัวเนื้อไม้ และรอบๆยังฉลุลายต่าง ๆ เอาไว้ นำท่านเข้าสู่ย่านตัวเมืองเก่า นำท่านชมพระราชวังโบราณ แห่งเมืองบักตาปูร์ ที่ได้สร้างตามแบบศิลปะแบเนปาลขนานแท้ ประทับใจไปกับความสวยโดดเด่น ชมประตูทองคำและหน้าต่าง 55 พระแกล แต่ละบานฉลุลายโปร่งแบบอินเดีย ตัวพระราชวังแห่งนี้ได้ถูกทำลายเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหว ครั้งใหญ่ปี 1934 ต่อมาได้ถูกบูรณะขึ้นด้วยเงินทุนจากทาง UNESCO ตรงขอบประตูทางเข้าของพระราชวังมีการนำแผ่นทองคำมาห่อหุ้มทำให้ได้สมญานามว่า”ประตูทองคำ” แผ่นทองคำนี้มีการจำหลักรูปเทพเจ้าและของศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้ที่เดินเข้าออก นำท่านเดินเข้าไปชมด้านในของตัวอาคาร ท่านจะพบประตูอีกบานหนึ่ง ซึ่งบนซุ้มประตูมีเครื่องแกะสลักลวดลายอ่อนช้อยวิจิตรบรรจง และมีอยู่เพียงชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น สืบเนื่องจากช่างผู้ทำ เมื่อทำเสร็จแล้วพระราชาจะมีพระบัญชาให้ตัดมือทั้ง 2 ข้างทิ้ง และควักนัยน์ตาทั้ง 2 ของช่างผู้นั้นออก ถัดจากที่แห่งนี้ไม่ไกลมีห้องสรง ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่มีชื่อเรียกว่า “สระนาคบากศก์” ด้านบนจะมีพญานาคใหญ่แผ่เบี้ยออกเพื่อปกปักรักษาและอำนวยพรให้กับพระมหากษัตริย์ น้ำในสระนี้เล่ากันว่าเมื่อถึงฤดูหนาว น้ำในสระจะอุ่น เมื่อเข้าฤดูร้อนน้ำในสระจะเย็น นำท่านเดินออกจากตัวพระราชวังเพื่อชมความยิ่งใหญ่ของวิหารนาตาโปลา มีความสูงถึง 98 ฟุต หรือประมาณ 30 เมตร ถือได้ว่าเป็นวิหารที่สูงที่สุดในประเทศเนปาล แต่ละชั้นของบันได จะมีรูปปั้นของเทพต่าง ๆ อาทิ พญาครุฑ, ยักษ์, คนทัณฑ์ เป็นต้น หากพอมีเวลานำท่านไปชม หมู่บ้านช่างปั้นหม้อ เพราะนอกจากเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องงานไม้แล้วเรื่องงานปั้นก็งดงามไม่แพ้กัน ให้ท่านได้ชมวัดพระแม่อุมาเทวี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดในเนปาล

บ่าย นำท่านเดินทางสู่ศาสนสถานฮินดูสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งชาวฮินดูที่พำนักในประเทศต่าง ๆ ต้องถือโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะมากราบนมัสการ เพื่อขอพร ณ ที่แห่งนี้เพราะเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก วัดนั้นคือ วัดปศุปฏินาถ(Pasupatinath) เนื่องด้วยเราเป็นพุทธศาสนิกชน จึงไม่อาจได้รับอนุญาตให้เข้าชมความงามภายในได้ แต่เราสามารถจะได้ชมความงามบางส่วนได้จากภายนอก โดยเฉพาะพิธีกรรมที่ประกอบอยู่ภายนอกสถานที่แห่งนี้ ถัดไปไม่ไกลนัก คือวัดพุทธนารถ (Bouddhanat) วัดนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านของชาวทิเบตที่อพยพมา ภายนอกวัดโดยเฉพาะตามบ้านเรือนต่าง ๆ จะประดับประดาด้วยธงทิวสีต่าง ๆ เพื่อเป็นการบูชาธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ ในผืนผ้าจะลงอักขระ ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อลมพัด 1 ครั้ง เท่ากันเราได้สวดมนต์ 1 จบ และมนต์ที่สวดนั้น สุดยอดของ 84,000 พระธรรมขรรค์ ภายในวัดนอกจากมีพระมหาเจดีย์ประดิษฐานอยู่กลางวัดแล้วยังมีพระอารามที่ประดิษฐานพระอวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิมปางพันมือองค์ใหญ่อยู่ภายในอารามแห่งนี้ องค์ดาไลลามะเคยเสร็จมาประทับเมื่อครั้งลี้ภัยมาจากทิเบต ก่อนที่จะไปประทับเป็นการถาวรที่เมืองดลัมศาลา ในประเทศอินเดีย หากท่านใดประสงค์จะสวดมนต์ 84,000 พระธรรมขรรค์แบบทางลัด ก็เชิญท่านหมุนกงล้อยักษ์ โดยท่านต้องเดินตามเข็มนาฬิกาเป็นจำนวน 3 รอบ ภายในกงล้อได้มีการบรรจุมนตรา 84,000 พระธรรมขรรค์ไว้ภายในเช่นกัน ได้เวลาพอสมควรนำท่านสู่ย่าน“ถนนทาเมล” ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองนานาชนิดที่ใหญ่ที่สุด ให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้านานาชนิด เป็นของฝากที่ระลึกตามอัธยาศัย เช่น ลูกปัดหรือสร้อยคอที่ร้อยจากหิน, ผ้าทอพื้นเมือง, พรมจากขนจามรี, ตุ๊กตาไม้แกะสลัก, เครื่องเขิน ฯลฯ หรือหากท่านชื่นชอบสินค้าแบรนแนม ก็หาซื้อได้ในย่าน NEW ROAD ที่มีสินค้าชั้นนำของแท้จากทั่วทุกมุมโลกจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ อาทิ ผ้าตัดสูทจากอิตาลี, อังกฤษ และญี่ปุ่น กระเป๋าเดินทางชั้นนำของ Samsonite, Delsey แว่นตาจาก Dunhill, Roadastock ปากกาดูปองต์, มองบลังต์, น้ำหอม และเครื่องสำอางชั้นนำ
05.30 บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
06.00 นำท่านเดินทางสู่สนามบิน
08.30 น. เหิรฟ้าสู่กรุงเทพฯ โดยสารการบิน Royal Nepal Airlinesเที่ยวบินที่ RA 401
12.50 น. ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ
หมายเหตุ ***ขอสงวนสิทธิ์ในหารเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินทั้งไปและกลับโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้า
อัตราค่าบริการ ต่อท่านสำหรับห้องคู่ (ออกเดินทางได้ตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไป)
Hotel |
Twin Sharing |
Single sup (เพิ่ม) |
2*+ (Marshyangdi-KTM / Country Villa-Nagarkot) |
19,700.- บาท |
2,250.- บาท |
4 *+ (Grand-KTM / Chautari Keyman-Nagarkot) |
20,900.- บาท |
2,800.- บาท |
5 * (Raddisson-KTM / Club Himalaya-Nagarkot) |
21,990.- บาท |
3,350.- บาท |
อัตรานี้รวม
อัตรานี้ไม่รวม
เอกสารในการประกอบการยื่นวีซ่าเนปาล
การชำระเงิน
ทางบริษัทฯ จะขอเก็บเงินค่ามัดจำเป็นจำนวน 10,000 บาท ต่อผู้โดยสารหนึ่งท่านสำหรับการจองทัวร์ส่วนที่เหลือจะขอเก็บทั้งหมดก่อนเดินทางอย่างน้อย 14 วันทำการ (ไม่นับรวมวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ) มิฉะนั้นทางบริษัทฯ จะขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงินค่ามัดจำทั้งหมด
การยกเลิก
หมายเหตุ